ปรองดอง-ปฏิรูป-ปราบทุจริต 3 ปีสูญเปล่าและอนาคตที่ไร้หวัง

โดย ผู้จัดการรายวัน   
26 พฤษภาคม 2560 16:46 น. (แก้ไขล่าสุด 26 พฤษภาคม 2560 17:33 น.)
ปรองดอง-ปฏิรูป-ปราบทุจริต 3 ปีสูญเปล่าและอนาคตที่ไร้หวัง
        “หนึ่งความคิด”
        “สุรวิชช์ วีรวรรณ”
       
       เรารู้กันอยู่ว่า 85 ปีของการเปลี่ยนแปลงการปกครองเปลี่ยนจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตยนั้น ระบอบประชาธิปไตยของเรามีความลุ่มๆ ดอนๆ เพราะมีการเลือกตั้งกับการรัฐประหารสลับกันมาตลอด และส่วนใหญ่แล้วจะมีสภาพเป็นคณาธิปไตยมากกว่าจะเป็นรัฐบาลจากการเลือกตั้งหรือรัฐบาลจากการรัฐประหารก็ตาม
       
       มาถึงการรัฐประหารครั้งล่าสุดเมื่อ 3 ปี ที่ผ่านมาคือ 22 พฤษภาคม 2557ซึ่งเป็นผลพวงมาจากประเทศชาติเดินมาถึงทางตันรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งใช้อำนาจอย่างฉ้อฉล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีหลายคนถูกถอดถอนจากตำแหน่ง แม้จะยุบสภาไปสู่การเลือกตั้งใหม่ ประชาชนที่ออกมาต่อต้านเห็นว่า เลือกตั้งก็จะกลับไปสู่การเมืองแบบเดิมไม่ใช่ทางออกที่แท้จริง จึงเรียกร้องใหม่มีการปฏิรูปเสียก่อนจะกลับไปเลือกตั้งใหม่
       
        กระทั่งเกิดเป็นความขัดแย้งของชนในชาติ การเผชิญหน้าห้ำหั่นจนมีการ นำอาวุธสงครามออกมาทำลายล้างกัน ทำให้ทหารต้องเข้ามายึดอำนาจเพื่อคลี่คลายความขัดแย้งในที่สุด
       
       คำถามว่าทำไมการเลือกตั้งกับการรัฐประหารจึงเป็น “คู่กรรม” ของกันและกันในทางการเมืองไทยมานานตั้งแต่เราเปลี่ยนแปลงการปกครอง คำตอบก็คือ ส่วนใหญ่แล้วข้ออ้างที่ทหารปฏิวัติก็คือ การใช้อำนาจที่ฉ้อฉลของนักการเมือง การทุจริตคอร์รัปชั่น และล่าสุดก็มีประเด็นสำคัญก็คือ ความแตกแยกของคนในชาติ
       
        ดังนั้นเป้าหมายแรกๆ ที่ คสช.ประกาศหลังเข้ายึดอำนาจและ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรัฐประหาร ขึ้นมานั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรีก็คือ การสร้างความปรองดอง การปฏิรูปประเทศ และการแก้ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นจึงเป็นเป้าหมายแห่งความหวังกับอนาคตที่ดีกว่า
       
       ผมคิดเอาว่า พล.อ.ประยุทธ์และคนที่แวดล้อมคงจะรู้ว่า แม้ว่าทักษิณจะเป็นปัญหาของบ้านเมืองตลอด 10 ปี เกิดความแตกแยกจากคนกลุ่มเอาทักษิณกับไม่เอาทักษิณ แต่ทางออกไม่ใช่อยู่ที่การจัดการกับทักษิณคนเดียว แต่ทำอย่างไรจะป้องกันคนแบบทักษิณไม่ให้เกิดขึ้นมาได้อีก
       
       เรื่องทักษิณเป็นเรื่องตัวบุคคล แต่เรื่องที่เหนือกว่า ก็คือ ความไม่ไว้วางใจต่อนักการเมืองของชนชั้นกลางในเมือง และคนที่เข้าถึงข้อมูลข่าวสารมากกว่า แน่นอนฝ่ายสนับสนุนทักษิณก็มีชนชั้นกลางกลุ่มหนึ่งและคนที่เข้าถึงข้อมูลข่าวสาร พวกนี้ไม่ได้ไม่รู้ว่านักการเมืองเป็นปัญหาของระบอบประชาธิปไตยในบ้านเรา พวกนี้เพียงแต่กอดตำราประชาธิปไตยแบบตะวันตกต้องการให้กลไกของระบอบประชาธิปไตยคลี่คลายเปลี่ยนแปลงด้วยพลวัตของมันเอง พวกนี้จึงกลายเป็นแนวร่วมของทักษิณ ต่อต้านการรัฐประหารและมักจะพูดว่า ถ้ารัฐบาลไม่ดีครั้งต่อไปก็ไม่ต้องเลือก
       
        แต่คนชั้นกลางและคนเมืองส่วนใหญ่เข้าเห็นว่า ไม่สามารถปล่อยให้รัฐบาลที่ฉ้อฉลบริหารประเทศอยู่ได้จนครบวาระ เขาก็ออกมาขับไล่ซึ่งเป็นการใช้ขั้นตอนของระบอบประชาธิปไตยเหมือนกัน พวกเขาไม่ได้คิดว่าขั้นตอนการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองนั้นมีแค่ “หีบเลือกตั้ง” อย่างเดียว การชุมนุมประท้วงขับไล่ก็เป็นสิทธิและความชอบธรรมเหมือนกัน
       
       ฝ่ายสนับสนุน “หีบเลือกตั้ง” ก็บอกว่า ประชาชนที่ไล่รัฐบาลมาจากการเลือกตั้งไม่เอาประชาธิปไตย ออกบัตรเชิญทหารเข้ามายึดอำนาจ ทั้งๆ ที่ในทางกลับกันแล้วรัฐบาลที่ฉ้อฉลและการใช้ความรุนแรงต่างหากที่เป็นคนเชื้อเชิญทหารเข้ามายึดอำนาจที่แท้จริง
       
        คนชนบทและคนระดับล่างซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศซึ่งเป็นฐานสำคัญของทักษิณ เขามองว่าการเมืองเป็นเรื่องไกลตัว เขาสนใจเรื่องปากท้อง ไฟสว่าง ทางสะดวก ทำมาหากินคล่อง มีข้าวกรอกหม้อ มีเงินให้ลูกไปโรงเรียนมากกว่าความฉ้อฉลของนักการเมือง นักการเมืองเป็นที่พึ่งที่แท้จริงของพวกเขาในระบบอุปถัมภ์ ผ่านเครือข่ายหัวคะแนน เครือญาติ และท้องถิ่นนิยม เขาพึ่งพานักการเมืองได้มากกว่าระบบราชการโดยรัฐส่วนกลาง
       
        ดังนั้น ทัศนะของปัญญาชนกลุ่มหนึ่งที่บอกว่า ถ้ารัฐบาลไม่ดีอีก 4 ปีก็ไม่ต้องเลือกตั้งกลับมาอีกจึงใช้ไม่ได้จริงในทางการเมืองไทย เพราะถึงเวลาชาวบ้านเขาก็เลือกคนหน้าเดิมกลับมาอีก จนการเมืองท้องถิ่นกลายเป็นการเมืองของวงศาคณาญาติและการสืบสกุล ในเกือบทุกจังหวัดจะมีตระกูลใหญ่ทางการเมืองที่ผูกขาดการเลือกตั้งในระดับต่างๆ อยู่ และจะมักจะเรียกคล้ายๆ กันว่า “บ้านใหญ่” และทุกคนต้องเข้ามาจิ้มก้องบ้านนี้
       
        ถามว่า รัฐประหารดีไหม เผด็จการทหารดีไหมมันไม่ดีหรอก เพราะสิทธิเสรีภาพของเราถูกจำกัด ถ้าประชาชนเขาสามารถพึ่งพานักการเมืองผ่านระบบ “หีบเลือกตั้ง” ได้ก็คงไม่มีใครเอารัฐประหาร แต่วันนี้คนส่วนหนึ่งเชียร์รัฐประหาร ไม่อยากให้มีการเลือกตั้งเร็วๆ ก็เพราะเขาเจ็บปวดกับนักการเมือง เขากลัวว่าถ้านักการเมืองกลับมาอีก เขาก็ต้องไปชุมนุมขับไล่อีก เมื่อถึงเวลานั้นบ้านเมืองก็กลับมาสู่ความขัดแย้งอีก
       
       คนส่วนใหญ่เขาเลยไม่ได้สนใจว่า รัฐประหารจะอยู่ไปนานเท่าไหร่ ตอนนี้ คสช.ก็อยู่มา 3 ปีแล้วก็ยังอยากให้อยู่กันไปนานๆ ดูไทม์ไลน์ที่เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญและขั้นตอนการร่างกฎกติกาต่างๆ แล้ว ดีไม่ดีกว่าจะได้รัฐบาลชุดใหม่ก็ปี 2562 โน่นแหละ รัฐบาลทหารชุดนี้จึงยังอยู่ในอำนาจไปอีกปีกว่า นั่นหมายความว่า พล.อ.ประยุทธ์จะเป็นนายกรัฐมนตรีจากปากกระบอกปืนเกินกว่า 4 ปี และอาจอยู่ต่ออีกด้วยกลไกที่วางไว้
       
        แม้ครั้งหนึ่งคนชั้นกลางในเมืองจะเคยออกมาขับไล่การสืบทอดอำนาจของ รสช.ในสมัย พล.อ.สุจินดา คราประยูร แต่คนชั้นกลางวันนี้ที่สนับสนุนรัฐบาลทหารก็อยากให้พล.อ.ประยุทธ์กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกหลังการเปลี่ยนผ่านไปสู่การเลือกตั้ง ถามว่านี่เป็นความกลับกลอกทางอุดมการณ์การเมืองของคนชั้นกลางไหมผมว่า ไม่นะครับ เพราะวันนั้นเป็นเรื่องการเสียสัตย์ของ พล.อ.สุจินดาที่ประกาศว่าจะไม่สืบทอดอำนาจต่างหาก
       
        แต่ พล.อ.ประยุทธ์และ คสช.ก็รู้ดีว่าวันหนึ่งต้องกลับไปสู่ประชาธิปไตยเต็มใบ แม้จะเขียนรัฐธรรมนูญให้มีช่วงเปลี่ยนผ่านและเปิดทางให้มีการสืบทอดอำนาจในช่วง 5 ปีหลังการเลือกตั้งครั้งแรกเพื่อรักษาอำนาจของ คสช.ไว้อีกระยะหนึ่ง แต่สุดท้ายแล้วหลังจาก 5 ปีก็ต้องคืนอำนาจให้ประชาชนตัดสินชะตากรรมของตัวเองแล้วกลับไปอยู่ภายใต้วังวนของนักการเมืองอีก
       
        คำถามสำคัญก็คือหลังจากนั้นวงจรของการเลือกตั้งแล้วรัฐประหาร รับประหารแล้วเลือกตั้งจะกลับมาอีกไหม ความลุ่มๆ ดอนๆ ของประชาธิปไตยจะหมดไปแล้วหรือยัง และในอนาคตนักการเมืองจะเป็นต้นตอให้เกิดวิกฤตศรัทธาจากประชาชนจนต้องออกมาชุมนุมขับไล่อีกไหม
       
        คำตอบของคำถามก็คือว่า สิ่งที่ คสช.และรัฐบาลทหารได้ประกาศหลังเข้ามายึดอำนาจว่าจะทำ 3 อย่างก็คือ สร้างความปรองดอง ปฏิรูปประเทศ และป้องกันการทุจริตคอร์รัปชั่นตลอด 3 ปีมานี้ได้ทำอะไรแล้วหรือยัง
       
        ใครตอบได้ไหมว่า ประชาชนที่แบ่งเป็น 2 ฝ่ายเกิดการปรองดองกันแล้ว ประชาชนที่นิยมทักษิณเพราะชื่นชอบนโยบายประชานิยมเปลี่ยนใจจากทักษิณและเพราะรัฐบาลประยุทธ์ทำประชานิยมที่ได้ความนิยมยิ่งกว่า หรือตอนนี้คนจนที่มาลงทะเบียน 14 ล้านคน คนที่เคยนิยมทักษิณเปลี่ยนใจจากระบอบทักษิณแล้ว
       
        ใครบอกได้ไหมว่าประเทศชาติได้มีการปฏิรูปแล้ว ต่อไปนักการเมืองเข้ามาจะไม่สามารถใช้อำนาจอย่างฉ้อฉลได้ คนทุกกลุ่มทุกอาชีพจะเข้าถึงความเสมอภาคความยุติธรรมต้นน้ำกลางน้ำปลายน้ำได้อย่างเท่าเทียมกัน ระบบราชการถูกแก้ไขให้กลายเป็นกลไกสำคัญที่จะพัฒนาประเทศโดยไม่กลายเป็นตัวฉุดถ่วงการพัฒนาอีกต่อไป ระบบการศึกษาเราถูกพัฒนาไม่ให้รั้งท้ายในกลุ่มอาเชี่ยนแล้ว ฯลฯ
       
        หรือการทุจริตคอร์รัปชั่นที่เกิดขึ้นทุกระดับในอดีตจะเกิดขึ้นไม่ได้อีกแล้วในอนาคต หรือถ้าจะทุจริตก็จะทำได้ยากมากเพราะรัฐบาลได้สร้างกลไกที่เข้มแข็งไว้แล้วก่อนเปลี่ยนผ่านไปสู่การเลือกตั้ง
       
        ผมบอกตรงๆ นะครับว่า ยังไม่เห็นความหวังจากสิ่งที่ คสช.และรัฐบาลทหารบอกว่าจะทำ 3 อย่างคือ สร้างความปรองดอง ปฏิรูปประเทศ และป้องกันการทุจริตคอร์รัปชั่นเลย
       
        นี่เป็นคำตอบว่า เรายังไม่มีความหวังอะไรเลยจากระยะเปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตยใน 3 ปีที่ผ่านมาจากการรับประหารของ คสช. แล้วคิดสิว่า ความขัดแย้งและความแตกแยกในชาติจะกลับมาอีกไหม
       
        ติดตามผู้เขียนได้ที่ https://www.facebook.com/surawich.verawan
       
       


จำนวนคนโหวต 11 คน
คุณคิดอย่างไรกับการนำเสนอข่าว/บทความนี้
ควรปรับปรุง ดีมาก
  1 2 3 4 5  
1 2 3 4 5
คุณสามารถแสดงความคิดเห็นผ่านบัญชีของเฟซบุกได้แล้ววันนี้ กดที่ปุ่มด้านล่างนี้เลย!

 
หนังสือพิมพ์: ผู้จัดการออนไลน์ | ผู้จัดการรายวัน | ผู้จัดการสุดสัปดาห์ | นิตยสารผู้จัดการ 360° | Positioning | News1
มุม: การเมือง | อาชญากรรม | คุณภาพชีวิต | ภูมิภาค | ภาคใต้ | ต่างประเทศ | มุมจีน | iBiz Channel | Motoring
CyberBiz | วิทยาศาสตร์ | เกม | กีฬา | บันเทิง | Life on Campus | Celeb Online | ท่องเที่ยว | ธรรมะกับชีวิต | Multimedia
เว็บ: Asia Times | บุรพัฒน์ คอมมิคส์ | Mars Magazine | ทะเลไทย | คุยกับเว็บมาสเตอร์ | Site Map | โฆษณาบนเว็บ | ติดต่อเรา
All site contents copyright ©1999-2017