จุดร่วมระหว่างความเป็น “ควาย” กับอนาคตของสังคมไทย

โดย ผู้จัดการรายวัน   
19 พฤษภาคม 2560 14:02 น.
 จุดร่วมระหว่างความเป็น “ควาย” กับอนาคตของสังคมไทย
        “หนึ่งความคิด”
        “สุรวิชช์ วีรวรรณ”
       
       ผมมานั่งคิดนะครับว่าเราจะเป็นประเทศที่แบ่งคนไทยออกเป็น 2 ฝ่ายอีกนานไหม คนกลุ่มหนึ่งเรียกคนอีกกลุ่มหนึ่งว่า “ควายแดง” คนอีกกลุ่มหนึ่งเรียกคนอีกกลุ่มหนึ่งว่า “ควายเหลือง”
       
       พวกที่ถูกเรียกว่า “ควายแดง” นั้นเป็นพวกรักทักษิณ ส่วนหนึ่งมีพวกไม่เอาสถาบันซ่อนตัวอยู่ มีค่านิยมว่า โกงไม่เป็นไรขอให้เราได้ประโยชน์ด้วย
       
       พวกที่ถูกเรียกว่า “ควายเหลือง” นั้นเป็นพวกไม่เอาทักษิณ รักสถาบัน มีค่านิยมว่า มาจากไหนไม่เป็นไรขอให้เป็นคนดีก็พอ
       
       “เหลือง” ตื่นตัวทางการเมืองมาก่อน เพราะไม่ชอบรัฐบาลทักษิณและระบอบทักษิณ จึงออกมาชุมนุมขับไล่ทางการเมือง “แดง"ถูกฝ่ายทักษิณจัดตั้งขึ้นมาโดย เนวิน ชิดชอบ เป็นคนเริ่มต้น ต่อมาพัฒนาเป็นเสื้อแดงเพราะแกนนำบอกชาวบ้านว่า อำมาตย์ชนชั้นนำเก่าอิจฉาทักษิณที่ทำให้คนจนอยู่ดีกินดีจึงต้องการจัดการกับทักษิณพวกนี้จึงปลุกชนชั้นกลางออกมาขับไล่ทักษิณ คนชั้นล่างจึงต้องลุกขึ้นมาปกป้องทักษิณ
       
       ส่วนตัวผมไม่ได้คิดหรือกล่าวหาว่าใครหรือฝ่ายไหนเป็น “ควาย” นะครับ ผมเพียงแต่เล่าให้ฟังว่าทั้งสองฝ่ายกล่าวหากันอย่างไร
       
       และผมเชื่อว่า “ควาย” เป็นสัตว์ที่มีประโยชน์และมีคุณค่าต่อสังคมไทยมากยาวนาน
       
       อย่างไรก็ตามสิ่งที่เป็นผลดีของการต่อสู้ของประชาชนทั้งสองฝ่ายที่สาดใส่ความเป็น “ควาย” ใส่กันก็คือมีการตื่นตัวทางการเมืองอย่างขนานใหญ่ในหมู่ประชาชน หลายคนเคยเป็นแม่บ้านคนค้าขายก็ออกมาสนับสนุนฝักฝ่ายของตน ถ้าเราไปดูการชุมนุมทั้งสองฝ่าย นอกจากแกนนำที่มาจากผลิตผลของคนเดือนตุลา ฝ่ายซ้าย เอ็นจีโอ นักกิจกรรมในมหาวิทยาลัยและนักการเมืองแล้ว มวลชนส่วนใหญ่ของทั้งสองฝ่ายเป็นแม่บ้านที่อยู่ในช่วงที่เรียกว่าสาวใหญ่และเข้าสู่วัยชราจำนวนมาก
       
       แต่ถามว่าคนชั้นล่างเป็นฝ่ายแดงหมดไหม ก็ไม่น่าจะใช่หรอก เพราะมีคนชั้นล่างจำนวนไม่น้อยที่สนับสนุนฝ่ายเหลือง ส่วนฝ่ายแดงเองก็มีคนชั้นสูงและเศรษฐีนายทุนที่สนับสนุนไม่น้อยเหมือนกัน เพียงแต่มวลชนของเสื้อแดงส่วนใหญ่เป็นคนรากหญ้าและมวลชนส่วนใหญ่ของเสื้อเหลืองเป็นชนชั้นกลาง
       
       ผมคิดเอาเองนะครับว่า คนที่สนับสนุนฝ่ายต่างๆ นั้นมีทั้งที่ได้รับข้อมูลข่าวสารแล้วเชื่อ มีทั้งเพราะเป็นพรรคพวกพี่น้องเพื่อนฝูงที่เชื่อตามกันไป เราจึงเห็นผู้ดีบางคน คนมีเชื้อสกุลบางคน เราเห็นนายทุนนักธุรกิจบางคนสนับสนุนทักษิณ เพียงแต่ว่า คนชั้นล่างอยู่ฝั่งทักษิณมากหน่อย และคนชั้นกลางขึ้นไปอยู่ฝั่งไม่เอาทักษิณมากหน่อย
       
       แต่ลิ่วล้อของทักษิณที่เป็นนักปลุกระดมมวลชนหลายคนเป็นคอมมิวนิสต์เก่าพยายามใส่ความเป็นชนชั้นเข้าไป เพื่อฉุดจิตใต้สำนึกและความน้อยเนื้อในวาสนาของตัวเองมาเป็นตัวขับเคลื่อนให้คนชั้นล่างออกมาต่อสู้เพราะสร้างวาทกรรมหลอกเขาไว้แล้วว่า ทักษิณที่เป็นเทพเจ้าของคนรากหญ้ากำลังถูกกำจัดจากอำมาตย์ผู้ดีเก่า ทั้งที่ความจริงแล้วสังคมไทยไม่ได้มีการกีดกันทางชนชั้น อำมาตย์ไพร่มีแต่ในนิยายจักรๆ วงศ์ๆ หรือในบทลิเกเท่านั้นเอง
       
       ลูกแม่ค้านายชวน หลีกภัยก็เป็นนายกฯได้ ลูกจีนอย่างบรรหาร ศิลปอาชา ที่สร้างตัวจากเด็กซื้อโอเลี้ยงมาประกอบธุรกิจจนร่ำรวยก็เป็นนายกฯได้
        แต่สิ่งที่ฝ่ายสนับสนุนทักษิณเอามาใช้ได้ผลก็คือ การกล่าวหาว่า พวกต่อต้านทักษิณเป็นพวกไม่เอาประชาธิปไตย เพราะว่าทักษิณชนะเลือกตั้งได้เสียงส่วนใหญ่เข้ามา ฝ่ายที่ไม่เอาทักษิณบอกว่า มาจากเลือกตั้งก็ไม่สนใจแต่ถ้าโกงก็จะต้องขับไล่ พวกสนับสนุนทักษิณก็บอกว่า ถ้าโกงคราวหน้าก็ไปตัดสินกันที่เลือกตั้ง ถ้าไม่ดีก็ไม่มีคนเลือก
       
       ถ้าถามผมว่า ความคิดความเชื่อของทั้งสองฝ่ายเป็นความคิดเชิงอุดมการณ์ไหม ผมคิดว่ายังไม่ถึงขนาดนั้นนะครับ แต่อินกับการปลุกระดมจากแกนนำของฝ่ายที่ตัวเองเข้าไปร่วมมากกว่ายึดมั่นถือมั่นความเป็นพวกตามลักษณะของคนไทย แต่ระยะเวลาเป็น10ปีก็มากพอที่ทำให้มวลชนส่วนหนึ่งยึดมั่นกับแนวทางค่อยๆหลอมรวมเป็นความเชื่อที่ยึดถือและเชื่อว่าแนวทางของตัวเองเป็นฝ่ายถูกต้อง และต่างฝ่ายต่างก็มองว่า ฝ่ายตรงข้ามเป็นคนเลว เราจะเห็นต่างฝ่ายต่างเหยียดหยามว่าอีกฝ่ายไปคิดไปเชื่ออย่างนั้นได้อย่างไรทั้งที่เป็นเรื่องเลวร้ายมาก
       
        ทัศนะของทั้งสองฝ่ายทำให้ “ความดี” และ “ความเลว” ไม่มีค่ามาตรฐานสากล คือ ฝ่ายหนึ่งมองความดีของฝ่ายหนึ่งเป็นความเลว และเชื่อว่าที่อีกฝ่ายมองว่าเป็นความเลวนั้นเป็นความดี นั่นเป็นเพราะทั้งสองฝ่ายมีข้อมูล ความเชื่อ และความจริงกันคนละชุด ถ้าถามว่านี่เป็นเรื่องผิดปกติไหม ผมว่าไม่นั้น เพราะในทัศนะของผมความดีน่าจะหมายถึงการประพฤติดีและก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีต่อสังคม ก็ต่างฝ่ายต่างเชื่อว่า วิถีทางของฝ่ายตัวเองต่างหากที่นำไปสู่สังคมที่ดี
       
       และถ้าเรามองกันให้ลึกๆ ลักษณะของทั้งสองฝ่ายก็คือ การยึดมั่นกับตัว “บุคคล” มากกว่าความคิดเชิงอุดมการณ์
       
       คนเสื้อแดงส่วนใหญ่นั้นเชื่อว่า ทักษิณเป็นนักการเมืองที่ดี ที่ทำประโยชน์ให้กับประชาชนและประเทศชาติ ผมพูดว่า “ส่วนใหญ่” เพราะผมเชื่อว่ามวลชนส่วนใหญ่ในเสื้อแดงมีความเชื่ออย่างนั้น และมีเสื้อแดงอีกส่วนหนึ่งเป็นเสื้อแดงที่แอบแฝงเข้ามาใช้มวลชนของทักษิณเป็นเครื่องมือ(โดยที่ทักษิณยากที่จะไม่มีส่วนรับรู้)นั่นก็คือเสื้อแดงที่มีเป้าหมายเปลี่ยนระบอบ นั่นเป็นที่มาของคำที่เขาพูดกันว่า ไม่ใช่คนเสื้อแดงทั้งหมดไม่เอาเจ้า แต่พวกไม่เอาเจ้าทั้งหมดเป็นเสื้อแดง
       
        คนเสื้อเหลืองนั้นเชื่อว่าทักษิณเป็นนักการเมืองที่เลว แต่คนเสื้อเหลืองเองก็มีหลายเฉดสี ตอนที่เริ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยนั้น ทุกฝ่ายละทิ้งความเป็นเฉดเข้าร่วมต่อสู้กันขับไล่ทักษิณ แต่เมื่อทักษิณจากไป คนส่วนหนึ่งก็แสดงตัวเป็นฝ่ายสนับสนุนพรรคการเมืองขั้วตรงข้ามกับทักษิณก็คือ ประชาธิปัตย์ ชอบอภิสิทธิ์ ขณะที่เหลืองขั้วหนึ่งที่ถูกเรียกว่า พันธมิตรฯ แท้ก็ยังยืนกรานที่จะตรวจสอบนักการเมืองทุกฝ่ายไม่เว้นแม้แต่พรรคประชาธิปัตย์ จนสนธิ ลิ้มทองกุล ถูกสาดโคลนว่ารับเงินทักษิณ แต่มวลชนทั้งสองฝ่ายก็ยังมีจุดยืนเดียวกันคือต่อต้านระบอบทักษิณ จนเกิดเป็น กปปส. หลังรัฐประหารแล้วฝ่ายเหลืองในฝั่งปชป.ก็แบ่งออกไปอีกเป็นฝ่ายหนุนสุเทพและหนุนอภิสิทธิ์
       
       ฝ่ายหนุนสุเทพและตัวสุเทพเองกลายเป็นมวลชนที่สนับสนุนทหาร ฝ่ายหนุนอภิสิทธิ์และลูกพรรคของอภิสิทธิ์ก็ออกมาวิจารณ์รัฐบาลทหารเป็นระยะๆ โดยแสดงให้เห็นว่าตัวเองเป็นนักการเมืองที่มีจุดยืนและหลักการในเรื่องประชาธิปไตย จนเชื่อว่ากันว่า เมื่อถึงเวลาเลือกตั้งถ้าตกลงกันไม่ได้ก็จะมีการแย่งชิงพรรคกันซึ่งเคยเกิดขึ้นมาแล้วหลายครั้งในประวัติศาสตร์ของพรรคประชาธิปัตย์ และสุดท้ายฝ่ายที่ได้ประโยชน์ก็คือพรรคของทักษิณนั่นเอง เพราะเขามีความเหนียวแน่นและกลมเกลียวกันมากกว่า
       
       ส่วนตัวผมคิดว่า ถ้าเราตัดเรื่องนักการเมืองออกไป ตัดแกนนำทั้งสองฝ่ายออกไป และตัดพวกเสื้อแดงที่ต้องการเปลี่ยนระบอบออกไป ผมเชื่อว่ามวลชนทั้งสองฝ่ายต่างมีความคิดและเป้าหมายเดียวกันที่จะเห็นบ้านเมืองที่ดี เห็นความเท่าเทียมกันในสังคม เห็นความยุติธรรมที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน คนไทยทั้งสองฝ่ายเมื่อถอดเสื้อสีออกไปยังมีความรักและความกลมเกลียวมีน้ำจิต น้ำใจที่เอื้อเผื่อแผ่อันเป็นอุปนิสัยของคนไทย และมีความเชื่อมั่นในระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข
       
       ถ้าเราเดินอยู่ริมถนนหากเราล้มลงคนที่เข้ามาฉุดมือเราอาจมีความคิดทางการเมืองที่ตรงข้ามกับเรา
       
       ผมไม่เชื่อเรื่องเสื้อแดงเป็นพวกรักประชาธิปไตย เสื้อเหลืองเป็นพวกไม่เอาประชาธิปไตย แต่ผมเชื่อว่าทั้งสองฝ่ายต่างคาดหวังสิ่งที่ดีสำหรับบ้านเมือง ประชาธิปไตยเป็นเพียงกติกาที่สร้างขึ้นมาเพื่อให้ใช้การเลือกตั้งตัดสินฝ่ายที่ได้บริหารบ้านเมืองเท่านั้นเอง
       
       แต่ทำอย่างไรให้ประชาชนเชื่อมั่นว่าหลักการสำคัญของระบอบประชาธิปไตยก็คือ ระบอบที่ประชาชนเป็นใหญ่ เราไม่ใช่เครื่องมือของนักการเมืองในการขึ้นสู่อำนาจ เราไม่ใช่ไพร่พลของนักการเมืองที่ถูกเกณฑ์ออกไปเพื่อล้มฝ่ายตรงข้าม แต่เราต้องตรวจสอบนักการเมืองทุกฝ่ายที่เข้ามารับใช้เรา ผมว่าเมื่อนั้นความดีและความเลวของทั้งสองฝ่ายจะมีมาตรฐานเดียวกัน
       
        ดังนั้นวันนี้แม้เราจะสาดใส่ความเป็น “ควาย” ใส่กัน แต่ผมก็ยังมีความหวังว่า วันหนึ่งคนไทยทุกคนจะหันหน้าเข้าหากันช่วยกันนำพาบ้านเมืองไปในทางที่ดีได้ กลับมาสมัครสมานสามัคคีและหาจุดร่วมกันได้
       
        ติดตามผู้เขียนได้ที่ https://www.facebook.com/surawich.verawan
       
       


จำนวนคนโหวต 26 คน
คุณคิดอย่างไรกับการนำเสนอข่าว/บทความนี้
ควรปรับปรุง ดีมาก
  1 2 3 4 5  
1 2 3 4 5
คุณสามารถแสดงความคิดเห็นผ่านบัญชีของเฟซบุกได้แล้ววันนี้ กดที่ปุ่มด้านล่างนี้เลย!

 
หนังสือพิมพ์: ผู้จัดการออนไลน์ | ผู้จัดการรายวัน | ผู้จัดการสุดสัปดาห์ | นิตยสารผู้จัดการ 360° | Positioning | News1
มุม: การเมือง | อาชญากรรม | คุณภาพชีวิต | ภูมิภาค | ภาคใต้ | ต่างประเทศ | มุมจีน | iBiz Channel | Motoring
CyberBiz | วิทยาศาสตร์ | เกม | กีฬา | บันเทิง | Life on Campus | Celeb Online | ท่องเที่ยว | ธรรมะกับชีวิต | Multimedia
เว็บ: Asia Times | บุรพัฒน์ คอมมิคส์ | Mars Magazine | ทะเลไทย | คุยกับเว็บมาสเตอร์ | Site Map | โฆษณาบนเว็บ | ติดต่อเรา
All site contents copyright ©1999-2017