“เราจะทำอย่างซื่อตรง” อนุมัติซื้อเรือดำน้ำทำไมคดเคี้ยว

โดย ผู้จัดการรายวัน   
28 เมษายน 2560 13:37 น. (แก้ไขล่าสุด 5 พฤษภาคม 2560 18:00 น.)
  “เราจะทำอย่างซื่อตรง” อนุมัติซื้อเรือดำน้ำทำไมคดเคี้ยว
        “หนึ่งความคิด”
        “สุรวิชช์ วีรวรรณ”
       
        ข้อถกเถียงเรื่องเราควรมีเรือดำน้ำหรือไม่เป็นประเด็นมายาวนานแล้ว แต่ ดูเหมือนว่ารัฐบาลนี้ยืนยันว่าจะต้องมีเรือดำน้ำให้ได้ เท่าที่เป็นข่าวก็คือต้องการ ซื้อเรือดำน้ำจีน และมีข่าวว่า พล.อ.ประวิตร วงศ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหมไปคุยกับจีนมาหลายรอบแล้ว
       
       จนกระทั่งมีข่าวว่า ถ้าซื้อ 2 ลำทางจีนจะแถมให้อีก 1 ลำ เรือดำน้ำนะ ครับเนี่ยแต่คล้ายๆ กับซื้อกระทะวู้ดดี้เลย
       
       แล้วสุดท้ายก็แอบอนุมัติผ่านครม.จัดซื้อไปแล้ว 1 ลำตั้งแต่เปิดประชุมครม.หลังสงกรานต์ 18 เมษายน แต่ปิดข่าวเงียบไม่มีการแถลงข่าว จนกระทั่งมีข่าวเล็ดลอดออกมาจนโฆษกรัฐบาลต้องออกมาแถลงข่าวยอมรับว่าเป็นความจริง
       
       ข้ออ้างของโฆษกก็คือ ที่ไม่ได้มีการแถลงข่าวในเรื่องนี้เพราะเรื่องดังกล่าวเป็นเอกสารลับที่สุด และเกี่ยวข้องกับงานด้านความมั่นคง จึงไม่จำเป็นต้องแถลง แต่ยืนยันได้ว่า ไม่มีลับลมคมในใดๆ
       
       การตอกย้ำว่า “ไม่มีลับลมคมใน” นั่นแหละคือ “ลับลมคมใน”
       
       มันประหลาดนะครับการอนุมัติซื้อเรือดำน้ำของค รม.บอกว่าเป็นความลับ ทั้งที่เราออกข่าวมาตลอดว่าจะซื้อเรือดำน้ำจีน แล้วถามจริงๆว่ าซื้อเรือดำน้ำมันปิดได้หรือ มันเป็นเหตุผลด้านความมั่นคงอย่างไร เราจะเอาเรือดำน้ำไปซ่อนไม่ให้รู้ว่าเรามีเรือดำน้ำอย่างนั้นหรือ
       
       หรือจริงๆ เพราะเรากลัวกระแสสังคมกันแน่ กลัวว่าจะมาประจวบเหมาะกับโพลล่าสุดที่บอกว่าคะแนนเสียงรัฐบาลกำลังจะตก
       
        หลายคนตั้งคำถามนะครับว่าเราจะซื้อเรือดำน้ำไปทำไมมีทั้งคนเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ถ้าจำกันได้เมื่อไม่กี่วันก่อน สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ท่านอธิบายว่า การซื้อเรือดำน้ำเป็นการช่วยกระตุ้น เศรษฐกิจ จนกลายเป็นเรื่องขำขันเฮฮากันไปพักหนึ่ง แต่ผมคิดเหมือนท่านนะครับว่า อาจเป็นไปได้จริง ถ้าเราซื้อเรือดำน้ำมากระตุ้นการท่องเที่ยวเหมือนเรือ บรรทุกเครื่องจักรีนฤเบศร์ที่ซื้อมาแล้วไม่ได้ใช้จนกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวไป
       
       ผมมีข้อมูลที่เคยเขียนไว้นานแล้วเอามาเล่าซ้ำอีกครั้งว่าเราจำเป็นต้องมี เรือ ดำน้ำหรือไม่ จากที่ผมคุยกับอดีตนายทหารเรือซึ่งเคยฝึกปราบเรือดำน้ำในอ่าว ไทย ผมถามเขาว่า สภาพทะเลอ่าวไทยเหมาะกับการปฏิบัติการของเรือดำน้ำ หรือไม่ เขาตอบว่า ไม่เหมาะเพราะทั่วไปเป็นทะเลที่มีโคลนมากเกินไป ตามที่ในหลวงทรงตรัสว่าดำลงไปก็ปักเลน การฝึกได้ในพื้นที่ไม่กว้างนักแถวกลางๆ อ่าวไทยด้านตะวันออกของเกาะสมุยเท่านั้น ซึ่งมีน้ำลึกประมาณ 70-80 เมตร จึงกล่าวได้ว่า อ่าวไทยไม่เหมาะกับการปฏิบัติการของเรือดำน้ำ เพราะ สามารถถูกตรวจจับได้ง่าย (ผิดหลักการการใช้เรือดำน้ำที่ต้องซ่อนพรางในการ เดินทาง) ส่วนใหญ่เรือดำน้ำอเมริกันเดินทางเข้าอ่าวไทยทางผิวน้ำทั้งนั้น
       
       ข้อมูลในวิกีพิเดียบอกว่า อ่าวไทยมีพื้นที่ 300,858.76 ตารางกิโลเมตร ชายฝั่งทะเลอ่าวไทยทอดยาว 1,840 กิโลเมตร มีความลึกเฉลี่ย 45 เมตร ซึ่งถือว่าตื้นมาก จุดที่ลึกที่สุดลึกเพียง 80 เมตร
       
       ผมถามว่า เมื่อสภาพตามธรรมชาติอ่าวไทยไม่เหมาะกับการปฏิบัติการของเรือดำน้ำแล้วจะมีเรือดำน้ำไปทำไม อดีตนายทหารเรือกล่าวว่า ต้องกลับไปดูว่า ยุทธศาสตร์ชาติและยุทธศาสตร์ของกองทัพเรือว่าอย่างไร ถ้าชาติไทยต้องการเป็นพี่เบิ้มในย่านอาเซียน กองทัพเรือก็ต้องมี ยุทธศาสตร์ “Blue Water Navy” คือ เป็นกองทัพเรือที่ให้ความสำคัญการปฏิบัติการในทะเลลึก ถ้ายุทธศาสตร์ชาติ และยุทธศาสตร์ของกองทัพเรือเป็นอย่างนี้ แน่นอน “สมควรอย่างยิ่งที่ต้องมีเรือดำน้ำ”
       
        เพราะเรือดำน้ำนับเป็นอาวุธทางรุกที่ทรงอานุภาพ (ยังไม่ต้องพูดถึงอาวุธประจำเรือ) เพราะซ่อนพรางตัวเองได้ดีกว่าเรือผิวน้ำและเครื่องบิน/กองเรือผิวน้ำ ย่อมยำเกรงภัยจากเรือดำน้ำมากกว่าภัยจากเครื่องบิน โดยภารกิจหลักของ เรือ ดำน้ำคือ ดักซุ่มโจมตีเรือผิวน้ำทุกประเภท และลักลอบส่งหน่วยจารกรรมขึ้น ฝั่ง
       
       “Blue Water Navy” ก็คือ การตั้งเป้าในการมุ่งสู่ยุทธศาสตร์น่านน้ำทะเล ลึกอย่างมีประสิทธิภาพ คือ ต้องมีเรือผิวน้ำขนาดใหญ่ตั้งแต่ชั้นฟริเกตขึ้นไป มากๆ มีเรือดำน้ำ มีกองบินนาวี มีนาวิกโยธินพร้อมเรือเคลื่อนย้าย นั่นคือเรา กำลังจะเปลี่ยนเป็นยุทธศาสตร์เชิงรุกถามว่าไทยมีความจำเป็นหรือไม่ที่ต้องใช้ยุทธศาสตร์สำแดงกำลัง (Presentation of Force) และยุทธศาสตร์แบบป้องปราม (Deterrence) เพื่อแสดงให้รู้ว่าเรามีกำลังเพียงพอที่จะปกป้องและรักษาผลประโยชน์แห่งชาติ
       
       เราจำเป็นต้องสะสมสมรรถภาพในการรบเพื่อให้กลายเป็นพี่เบิ้มในกลุ่มอาเซียนในวันที่อาเซียนกำลังผนึกรวมเป็นหนึ่งเดียวกันเช่นนั้นหรือ เราจะเกิดการแย่งชิงทรัพยากรทางทะเลจนเกิดข้อพิพาทต้องทำสงครามกับประเทศเพื่อนบ้านเช่นนั้นหรือ หรือเราจะเป็นพี่เบิ้มในภูมิภาคนี้แข่งกับจีนหรือสหรัฐฯ
       
       อย่าลืมว่า การสะสมอาวุธก็คือ การแสดงแสนยานุภาพเชิงรุกเพื่อให้เพื่อนบ้านยำเกรงหรือเกิดความหวาดระแวง แล้วมันจะสอดคล้องกับการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนในอีกไม่กี่วันข้างหน้า ที่มีคำขวัญว่า “One Vision, One Identity, One Community” “หนึ่งวิสัยทัศน์ หนึ่งเอกลักษณ์ หนึ่งประชาคม” เช่นนั้นหรือ
       
       นายทหารเรือท่านนั้น กล่าวว่า ในภูมิภาคนี้ใน 10 ปีข้างหน้าสำหรับประเทศไทยแล้วโอกาสจะเกิดการแย่งชิงทรัพยากรในทะเลมีความเป็นไปได้น้อยมาก เพราะไม่มีปัญหาเรื่องเขตแดนในทะเลทั้งในทะเลอ่าวไทยและทะเลอันดามัน ยกเว้นกับกัมพูชาที่มีปัญหาพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนในอ่าวไทย แต่ศักยภาพของกองทัพเรือไทยสูงกว่ากัมพูชามากเกินจะไปเปรียบเทียบกันได้ ดังนั้น ความจำเป็นในการจัดหาเรือดำน้ำใน พ.ศ.นี้ จึงยังไม่มี
       
       “ไม่มีความจำเป็นเพราะอย่างไรเสีย อเมริกันและจีนคงแย่งชิงกันอยู่แล้ว” อดีตนายทหารเรือกล่าว
       
        แต่เอาละครับว่า วันนี้คณะรัฐมนตรีดำน้ำอนุมัติให้ซื้อเรือดำน้ำแล้ว1ลำ โดยมีเป้าหมายว่าจะซื้อทั้งหมด 3 ลำ แต่เรื่องเคยบอกว่าซื้อ 2 แถม 1 หายไปแล้ว กลายเป็นต้องจ่ายเงินซื้อทั้ง 3 ลำ โดยบอกว่าจะไปใช้ในฝั่งมหาสมุทรอินเดีย
       
       พล.อ.ประวิตรอ้างว่า เป็นความลับทางยุทธศาสตร์เลยต้องปิดลับ แล้วย้อนถามว่าสื่อจะรู้ไปทำไม งงนะครับว่ามันเป็นความลับอย่างไร ปกติข้อมูลของแต่ละประเทศใครมีกำลังรบเท่าไหร่มีเครื่องบินเท่าไหร่ มีเรือรบกี่ลำ มีเรือดำน้ำกี่ลำนี่มันเป็นที่รู้กันทั้งโลกนะครับ แล้วทำไมสื่อจะรู้ไม่ได้ ถามตัวเองสิว่า ทำไมต้องปิดบังแล้วทำแบบงุบงิบ ซื้อเรือดำน้ำมาแล้วจะปิดบังไม่ให้โลกรู้ได้ยังไงไม่เข้าใจจริงๆ
       
       เหตุผลอย่าเดียวที่ทำให้ผมนึกถึงความพยายามปิดลับครั้งนี้ก็คือ ทำให้ผมสงสัยเรื่องความไม่โปร่งใสและตรงไปตรงมา และทำให้ผมนึกถึงท่อนหนึ่งในเนื้อเพลงคืนความสุขให้ประชาชนที่ว่า “เราจะทำตามสัญญา ขอเวลาอีกไม่นาน แล้วแผ่นดินที่งดงามจะคืนกลับมา เราจะทำอย่างซื่อตรง ขอแค่เธอจงไว้ใจและศรัทธา แผ่นดินจะดีในไม่ช้า ขอคืนความสุขให้เธอ ประชาชน”
       
        นี่คือสิ่งที่บอกว่า เราจะทำอย่างซื่อตรงหรือไม่ แล้วถ้ารัฐบาลนักการเมืองทำแบบนี้บ้างจะเป็นอย่างไร
       
        ตั้งแต่รัฐบาลทหารเข้ามาคุมอำนาจรัฐนั้นเราจะพบว่างบประมาณทางการทหารนั้นพุ่งขึ้นสูงมาก ปี 2549 จำนวน 85,936 ล้านบาท ปี 2550 จำนวน 115,024 ล้านบาท ปี 2551 จำนวน 143,519 ล้านบาท ปี 2552 จำนวน 170,157 ล้านบาท ปี 2553 จำนวน 154,032 ล้านบาท ปี 2554 จำนวน 168,501 ล้านบาท ปี 2555 จำนวน 168,667 ล้านบาท ปี 2556 จำนวน 180,491 ล้านบาท ปี 2557 จำนวน 183,820 ล้านบาท
       
       คสช.เข้ามามีอำนาจในเดือนพฤษภาคม 2557 เมื่อไปดูงบประมาณที่จัดสรรให้กองทัพ พบว่า ปี 2558 จำนวน 192,949 ล้านบาท ปี 2559 จำนวน 207,718.9 ล้านบาท และปี 2560 ซึ่งเป็นปีล่าสุด งบประมาณกระทรวงกลาโหมถูกตั้งไว้เป็นเงิน 214,347.4 ล้านบาท คิดเป็น 1.6% ของจีดีพี
       
       ผมพยายามเข้าใจนะครับว่า งบประมาณที่สูงขึ้นนั้นมาจากค่าเงินและสภาพเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป รัฐบาลอาจจะอ้างว่าจำเป็นต้องเพิ่มแสนยานุภาพเพราะสถานการณ์โลกที่กำลังตึงเครียด แต่ใครช่วยอธิบายทีว่า ทำไมการซื้อเรือดำน้ำต้องงุบงิบซ่อนเงื่อนขนาดนี้
       
        ติดตามผู้เขียนได้ที่ https://www.facebook.com/surawich.verawan
       
       


จำนวนคนโหวต 29 คน
คุณคิดอย่างไรกับการนำเสนอข่าว/บทความนี้
ควรปรับปรุง ดีมาก
  1 2 3 4 5  
1 2 3 4 5
คุณสามารถแสดงความคิดเห็นผ่านบัญชีของเฟซบุกได้แล้ววันนี้ กดที่ปุ่มด้านล่างนี้เลย!

 
หนังสือพิมพ์: ผู้จัดการออนไลน์ | ผู้จัดการรายวัน | ผู้จัดการสุดสัปดาห์ | นิตยสารผู้จัดการ 360° | Positioning | News1
มุม: การเมือง | อาชญากรรม | คุณภาพชีวิต | ภูมิภาค | ภาคใต้ | ต่างประเทศ | มุมจีน | iBiz Channel | Motoring
CyberBiz | วิทยาศาสตร์ | เกม | กีฬา | บันเทิง | Life on Campus | Celeb Online | ท่องเที่ยว | ธรรมะกับชีวิต | Multimedia
เว็บ: Asia Times | บุรพัฒน์ คอมมิคส์ | Mars Magazine | ทะเลไทย | คุยกับเว็บมาสเตอร์ | Site Map | โฆษณาบนเว็บ | ติดต่อเรา
All site contents copyright ©1999-2017