ใครจะปรองดองกับใครมิทราบ...?

โดย โสภณ องค์การณ์   
17 กรกฎาคม 2560 19:55 น.
 ใครจะปรองดองกับใครมิทราบ...?
        อืมม์...กระพ้มได้เห็นความพยายามของท่านผู้ใหญ่ผู้โตกุมอำนาจประเทศที่จะให้ชาวบ้านมีความสามัคคีปรองดองสมานฉันท์ยามพบกันก็แลกยิ้มให้กันเห็นฟันครบ 32 ซี่ บ้านเมืองจะอยู่ได้ด้วยความสงบสุข ก้มหน้าทำมาหากินตามอัตภาพและศักยภาพ ไม่เบียดเบียนกัน
       
        จะมีสัญญาประชาคมเพื่อความปรองดอง ทำกันเป็นเรื่องเป็นราว หวังจะสร้างประวัติศาสตร์ว่าด้วยตัวหนังสือบนกระดาษเอ 4 ไม่กี่แผ่น จะเป็นหลักการของแผ่นดิน สำคัญยิ่งกว่ารัฐธรรมนูญกว่า 300 มาตรา แสดงว่าจะให้เป็นคาถาป้องกันความขัดแย้ง
       
        สัญญาประชาคมเรื่องความปรองดองจะมีเนื้อหาด้านหลักการ บทบัญญัติเป็นฉันใด ยังไม่ปรากฏรายละเอียด จะอารัมภบทว่าปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นเป็นมาอย่างไร ใครเป็นผู้ก่อหรือไม่ และทำไมจึงเกิดวิกฤตเรื้อรัง ไม่มีใครจัดการหรืออย่างไรจึงเกือบเป็นมิคสัญญี
       
        กระพ้มว่าถ้าเริ่มต้นด้วยการย้อนพรรณนาถึงปัญหา นั่นจะนำไปสู่ความขัดแย้งรอบใหม่ ถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งถูกกล่าวหาว่าเป็นต้นเหตุ และในบ้านนี้เมืองนี้มีแต่ชาวประชาทำตัวเป็นเสมือนผู้ร้ายปากแข็ง มีวจีโวหารเช่น “เค้าหาว่าผมทำ...” หรือ “เอ็งนั่นแหละ...เลว”
       
        กระพ้มอยากรู้ว่ามีสัญญาประชาคมได้เกิดขึ้นแล้วได้ผลจริงจังที่ไหนในโลกนี้บ้าง แม้แต่ในระดับสากลเช่นองค์การสหประชาชาติ หรือองค์กรอื่นๆ ระดับภูมิภาค ก็ยังไม่สามารถดำรงความเป็นสันติภาพอย่างจีรังยั่งยืนได้ มีสงครามเกิดขึ้นในทุกพื้นที่บนโลกนี้
       
        การรบราฆ่าฟันกันเป็นผลจากการขัดแย้งด้านผลประโยชน์ ไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่งเมื่อคุยกันไม่รู้เรื่อง ก็ใช้อำนาจบาตรใหญ่ยกกำลังเข้าเล่นงานฝ่ายตรงข้าม คนไม่รู้เรื่องด้วยต้องบาดเจ็บล้มตาย ถ้าไม่เกิดการยึดครอง ครอบครอง ก็มีตัวกลางมาประสานการเจรจา
       
        และคนที่มาเจรจาล้วนเป็นคนแต่งกายดี มีความรู้ ภูมิปัญญา แต่ทำไมพูดกันไม่รู้เรื่อง ตกลงกันไม่ได้ เจรจากันไป รบกันไป เป็นอย่างนี้ จนกว่าจะหมดแรงฝ่ายหนึ่งหรือสิ้นสภาพด้วยกันทั้งคู่นั่นแหละ จึงจบสิ้น มีสัญญาสงบศึกมิตรภาพอะไรก็ว่ากันไป นะฮ้าบ!
        ในดินแดนสยามเมืองยิ้มของหมู่เฮานั้น แต่เดิมแรกเริ่มนั้นคนไทยสมานสามัคคีกันพอสมควร เมื่อมีความขัดแย้งทางการเมือง หรือมีคนกินเมืองจึงเกิดกระบวนการจัดการ ชาวบ้านรวมตัวกันชุมนุมขับไล่ ถ้าปล่อยไว้ชาวโลกจะประณามว่าทำไมคนไทยยอมคนโกง
       
        พวกกินเมืองจากการซื้อเสียงหรือรัฐประหารมันจะโกงต่อเนื่องหลายชั่วโคตรจนทำให้บ้านเมืองวอดวายสิ้นชาติสิ้นแผ่นดิน นั่นเป็นต้นตอของความขัดแย้ง เพราะแผ่นดินไทยมีคนขี้โกงเป็นใหญ่อยู่ในคราบของนักการเมือง นักรัฐประหาร มีพ่อค้าเป็นตัวแสบจ่ายเงิน
       
        ความขัดแย้งในบ้านเราเกิดขึ้นเพราะมีคนชั่ว คนโกง กุมอำนาจรัฐแล้วใช้อิทธิพลอำนาจเถื่อนแสวงหาประโยชน์ในรูปแบบต่างๆ กินไม่เลือก และปัญหาเรื้อรังคือเจ้าหน้าที่บ้านเมืองไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย ไม่กล้าดำเนินคดี เพราะกลัว หรือร่วมได้กินด้วย
       
        ย้ำ! ปัญหาสำคัญมากคือเจ้าหน้าที่แต่ละหน่วยงานไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย เพื่อรักษาความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายซึ่งบังคับใช้เสมอภาคกับทุกคน การทุจริต กินคำเล็กคำโต ค่าเก๋าเจี๊ยะ เงินทอน เงินใต้โต๊ะ ตามน้ำ รวมทั้งอาชญากรรมอื่นๆ ต้องถูกดำเนินคดี
       
        ในยุคพลังเหลี่ยมครองเมือง มีคำพูดหรูว่า “คอร์รัปชันเชิงนโยบาย” แต่น่าจะเป็นคอร์รัปชันแบบมีเชิงและไม่มีเชิงมากกว่า จนนำไปสู่สภาวะ “โคตรโกง” และ “โกงทั้งโคตร” และยกระดับไปเป็น “โคตรโกงทั้งโคตร” ซึ่งน่าจะเป็นจุดสูงสุดของการโกงโดยพวกขี้โกง
       
        เมื่อการโกงแบบกินเมือง เจ้าหน้าที่ไม่จับกุมดำเนินคดี ชาวบ้านที่รับรู้ มีคนโวยวาย แต่เจ้าหน้าที่ยังลอยชาย ประชาชนต้องรวมตัวประท้วงเดินขบวนขับไล่ พวกขี้โกงมักจัดการตอบโต้ด้วยกำลังเจ้าหน้าที่รัฐปราบปราม ทั้วมีขบวนการ “ม็อบสู้แล้วรวย” เป็นตัวช่วยหลัก
       
        นั่นทำให้สถานการณ์เลวร้าย เมื่อเจ้าหน้าที่บ้านเมืองไม่จัดการพวกม็อบที่ใช้ความรุนแรง เจ้าหน้าที่เลือกข้างปกป้องคนรัฐบาลที่ชั่วร้าย บ้านเมืองเสียหาย คนดีบาดเจ็บล้มตายทำให้กลุ่มพลังสีเขียวต้องทำการแอ่นแอ๊นซ้ำซากเกือบ 20 ครั้งในประวัติศาสตร์ไทย
       
        เป็นเพราะเกิดความขัดแย้งระหว่างคนดีกับคนชั่ว และเจ้าหน้าที่บ้านเมืองไม่จัดการ ทุกครั้งการแอ่นแอ๊นมักตามมาด้วยการเข้ากุมอำนาจ แสวงหาประโยชน์โดยเสือหิวกลุ่มใหม่ สมคบกับพ่อค้า นำไปสู่คำพูดที่ว่า “สมบัติผลัดกันชม” “เสนียดไปจัญไรมา” นั่นยังไง!
       
        เมื่อแอ่นแอ๊นเป็นการเยี่ยวไม่สุดก็เสียหาย แต่เมื่อมาสืบทอดขบวนการรวยเร็วกับสมบัติแผ่นดิน เงินงบประมาณด้วยแล้วก็ยิ่งซ้ำเติมบ้านเมือง ผู้รักษากฎหมายสิ้นสภาพ ทำให้เกิดสภาวะ “รัฐล้มเหลว” เพียงแต่อ้างว่าเป็นเพียง “ใกล้ล้มเหลว” จะได้ดูแล้วยังดี
       
        อันที่จริงมันเละตุ้มเป๊ะนานแล้ว เมื่อแอ่นแอ๊นแล้วไม่จัดการกลุ่มคนชั่ว ก็ทำให้คนชั่วผยองเป็นเพราะหวังผลประโยชน์ยาวร่วมกัน ทรยศประชาชนหรืออะไรก็เดาไม่ยาก ทุกวันนี้หลังการแอ่นแอ๊นจะมีเสียงเรียกร้องให้ “ปรองดอง” เพราะเยี่ยวไม่สุด หากินแบบง่ายๆ
       
        สัญญาประชาคมที่ประโคมทุกวันนี้ อยากรู้ว่าใครมีปัญหากับใคร ต้องปรองดองกัน ใครดีใครชั่ว ผู้กุมอำนาจรัฐไม่รู้เช่นนั้นหรือว่ามีขบวนการสู้แล้วรวยปกป้องผลประโยชน์ของคนโกงจนต้องชุมนุมสะสมอาวุธฆ่าทหาร ฆ่าชาวบ้าน เล่นงานศาล เผาบ้านเผาเมือง
       
        คนพวกนี้ยังอยู่ดีกินดี หัวโจกยังอยู่นอกคุกสุขสบาย มีประเทศไหนที่พัฒนาแล้วยอมให้เกิดสภาพเช่นนี้ ให้คนดีก้มหน้าด้วยความอดสูเพราะไม่มีใครจัดการปัญหาจริงจัง แถมยังหาทางกลับมาสร้างปัญหาให้บ้านเมืองอีก เป็นขบวนการสู้แล้วรวยไม่จบสิ้น
       
        จะให้คนดีไปสามัคคีปรองดองกับคนชั่วได้อย่างไร! คนดีขออยู่ส่วนคนดี ไม่ยุ่งกับใคร ใครทำชั่วเจ้าหน้าที่คนมีอำนาจก็จัดการซิโว้ย กินเงินเดือนประชาชนไม่ใช่เรอะ!?
       
        หน้าที่ใครหน้าที่มัน ถ้าไม่ทำต้องบอกประชาชนว่าทำไม อยู่ไปเพื่ออะไรด้วย!

จำนวนคนโหวต 26 คน
คุณคิดอย่างไรกับการนำเสนอข่าว/บทความนี้
ควรปรับปรุง ดีมาก
  1 2 3 4 5  
1 2 3 4 5
คุณสามารถแสดงความคิดเห็นผ่านบัญชีของเฟซบุกได้แล้ววันนี้ กดที่ปุ่มด้านล่างนี้เลย!

 
หนังสือพิมพ์: ผู้จัดการออนไลน์ | ผู้จัดการรายวัน | ผู้จัดการสุดสัปดาห์ | นิตยสารผู้จัดการ 360° | Positioning | News1
มุม: การเมือง | อาชญากรรม | คุณภาพชีวิต | ภูมิภาค | ภาคใต้ | ต่างประเทศ | มุมจีน | iBiz Channel | เศรษฐกิจ-ธุรกิจ | ตลาดหลักทรัพย์
กองทุนรวม | SMEs | Motoring | CyberBiz | วิทยาศาสตร์ | เกม | กีฬา | บันเทิง | โต๊ะญี่ปุ่น | Celeb Online | ท่องเที่ยว | ธรรมะกับชีวิต
เว็บ: Asia Times | บุรพัฒน์ คอมมิคส์ | Mars Magazine | คุยกับเว็บมาสเตอร์ | Site Map | โฆษณาบนเว็บ | ติดต่อเรา
All site contents copyright ©1999-2017