ภูมิรัฐศาสตร์การเมืองยุคใหม่ (จบ)

   
12 กรกฎาคม 2560 14:04 น.
ภูมิรัฐศาสตร์การเมืองยุคใหม่ (จบ)
สมเด็จพระราชาธิบดีซัลมาน
        ข่าวที่ “Mujtahid” ปล่อยเอาไว้ล่าสุด...ก่อนหน้าการประชุม G20 จะเริ่มต้นขึ้น ก็คือข่าวการปฏิวัติเพื่อหาทางปลดกษัตริย์ “ซัลมาน” ออกจากตำแหน่ง โดยหนุนให้น้องชายขององค์กษัตริย์ คือเจ้าชาย “อาเหม็ด บิน อับดุลอาซิส” (Ahmed bin Abdulaziz) ขึ้นมาดำรงตำแหน่งแทน ไปพร้อมๆ กับการล้มเลิกคำสั่งที่ตั้งให้ลูกชาย “MBS” เป็นมกุฎราชกุมารแทนเจ้าชาย “MBN” ซึ่งถูกสั่งปลดจากตำแหน่งมกุฎราชกุมารและตำแหน่งรัฐมนตรีมหาดไทยไปก่อนหน้านี้...
       
        ข่าวที่ว่านี้...จริง-ไม่จริงก็คงต้องคอยติดตามกันต่อ แต่ที่แน่ๆ ก็คือ มันได้ส่งผลให้สถานะ “พันธมิตรหลัก” ของคุณพ่ออเมริกาในภูมิภาคตะวันออกกลาง ออกจะเป็นอะไรที่ง่อนๆ แง่นๆ สามารถพลิกคว่ำ-พลิกหงายได้ทุกเมื่อ คือเดิมทีนั้น...ว่ากันว่าอเมริกาในยุครัฐบาล “โอมาบ้า” ได้แทงไพ่เอาไว้ที่เจ้าชาย “MBN” แบบชนิดแทบหมดหน้าตัก คือไม่ได้เพราะเป็นมกุฎราชกุมารโดยตำแหน่งเท่านั้น แต่ในฐานะบทบาทของรัฐมนตรีมหาดไทยซึ่งเคยร่วมงาน ประสานงาน ในเรื่องการก่อการร้ายกับอเมริกาอย่างใกล้ชิด แถมยังเป็นอดีตนักเรียนอเมริกัน จบจากโรงเรียน “Lewis and Clark College” แล้วไปเข้าอบรมกับหน่วยงาน “FBI” ก่อนไปฝึกต่อที่ “Scotland Yard” ในอังกฤษ ทำให้เป็นอะไรที่เข้าขากับนโยบายต่างๆ ของอเมริกาเอามากๆ โดยเฉพาะด้วยบุคลิกที่ลุ่มลึก ละเอียดรอบคอบ ไม่ค่อยชอบปรากฏตัว หรือไม่ออกไปทางโฉ่งๆ ฉ่างๆ ยิ่งเข้ากันได้ดีกับรัฐบาลอเมริกันในยุค “โอมาบ้า” ที่เคยถึงขั้นกล่าวสดุดี แสดงความประทับอก ประทับใจต่อมกุฎราชกุมารรายนี้ ไว้แบบเปิดเผย ตรงไป-ตรงมา ก่อนหน้านั้น...

ภูมิรัฐศาสตร์การเมืองยุคใหม่ (จบ)
โดนัลด์ ทรัมป์
        แต่ก็อย่างว่า...ในเมื่อผู้นำอเมริกาเกิดต้องเปลี่ยนจาก “โอมาบ้า” กลายมาเป็น “ทรัมป์บ้า” รองมกุฎราชกุมารอย่างเจ้าชาย “MBS” หรือลูกชายของกษัติรย์ “ซัลมาน” กลับดูจะเข้าแข้ง เข้าขากับอเมริกายุคใหม่มิใช่น้อย โดยเฉพาะอาการโฉ่งๆ ฉ่างๆ เกิดอาการเปรี้ยวเท้ากับประเทศเล็กๆ อย่างเยเมนขึ้นมาเมื่อไหร่ ก็ตัดสินใจบุกถล่มโดยทันที แม้กระทั่งเกิดอาการเหม็นหน้าประเทศกาตาร์ สมาชิกร่วมกลุ่ม GCC ด้วยกัน ก็ตัดสินใจคว่ำบาตร คว่ำข้าวเม่าเอาดื้อๆ ตามแบบฉบับ “Saudi First” พอๆ กับ “America First” อะไรทำนองนั้น การยกระดับจากรองมกุฎราชกุมารขึ้นเป็นมกุฎราชกุมาร พร้อมๆ กับการหันไปซื้ออาวุธจากอเมริกามูลค่าไม่ต่ำกว่า 300,000 ล้านดอลลาร์ในช่วงตลอด 10 ปี ควักเงินงบประมาณไปลงทุนด้านสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานในอเมริกาอีกไม่น้อยกว่า 40,000 ล้านดอลลาร์ แถมยังบริจาคเงินให้มูลนิธิอิวังกา ลูกสาวทรัมป์อีกไม่น้อยกว่า 100 ล้านดอลลาร์ ฯลฯ อะไรต่อมิอะไรเหล่านี้ จึงทำให้กษัตริย์และมกุฎราชกุมารรายใหม่ของซาอุฯ ค่อนข้างมั่นอก มั่นใจ ว่าจะสามารถรักษาสถานะของตัวเอง ของราชวงศ์ และของประเทศซาอุฯ ให้ยิ่งใหญ่ เกรียงไกร ไปอีกตราบนานเท่านาน...
       
        แต่ก็ด้วยความโฉ่งฉ่างที่ว่า...มันออกจะสร้างแรงเสียดสี เสียดทาน ไม่ว่าทั้งระดับภายในและภายนอกประเทศซาอุฯ มิใช่น้อย ไม่เพียงแต่ต้องฉีกหลักการ “Agnatic Principle” ที่ปฐมบรมกษัตริย์ซาอุฯ วางหลักการเอาไว้ก่อนหน้านี้ การหันไปเล่นงานประเทศเล็กๆ อย่างเยเมน ที่ไปๆ-มาๆ นอกจากกลายเป็นการ “เยี่ยวไม่สุด” แถมส่งผลให้ต่อมลูกหมากระบมยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ชนิดว่ากันว่า...ต้องใช้จ่ายเงินทองสำหรับการทำสงครามที่ว่านี้ วันละไม่ต่ำกว่า 200 ล้านดอลลาร์ แถมการตัดสินใจข่มขู่กดดันประเทศร่วมกลุ่ม GCC ด้วยกัน ร่วมสนับสนุนการก่อการร้ายด้วยกันมา อย่างประเทศกาตาร์ กลับยิ่งกลายเป็นการเตะสุกรเข้าปากสุนัข ทำให้กาตาร์ถูกแปลงสภาพ ให้กลายไปเป็นพันธมิตรที่ใกล้ชิดกับอิหร่าน ตุรกี ไปจนถึงรัสเซียยิ่งขึ้นเรื่อยๆ...
       
        สิ่งเหล่านี้นี่เอง...ที่ได้กลายมาเป็น “เงื่อนไข” หรือ “เหตุปัจจัย” ที่ทำให้บรรดา “ข่าวลือ” ทั้งหลาย ที่ “นายMujtahid” แกจะ “เมค” ขึ้นมาเอง หรือไปฟังมาจาก “แหล่งข่าวภายในสมาชิกราชวงศ์” ก็แล้วแต่ มันชักจะกลายเป็นเรื่องเป็นราว เป็นเนื้อ เป็นหนังยิ่งขึ้นเรื่อยๆ หรือทำให้สถานะของประเทศซาอุฯ ทุกวันนี้ ไม่ได้ยิ่งใหญ่ เกรียงไกรอย่างที่หวังอย่างที่คาดคิดเอาไว้เลยแม้แต่น้อย กลับออกไปทางง่อนๆ แง่นๆ ไม่ว่าทั้งในแง่ “ปัจจัยภายนอก” หรือ “ปัจจัยภายใน” อันจะกลายเป็นตัวชักลากคุณพ่ออเมริกาให้ต้องลื่นไถล เข้ารก เข้าพงตามไปด้วยง่ายๆ หรือทำให้ในระหว่างที่ “America First” กับ “Saudi First” กำลังทำปฏิกิริยาระหว่างกันและกันอยู่นั้น โลกทั้งโลก...ต่างก็เริ่มถอยห่าง ตีตัวออกห่าง ต่างหันไปแสวงหาความร่วมมือ ร่วมใจ เพื่อที่จะหาทางทำให้ “Our Planet Great Again” โดยไม่ต้องมีอเมริกาหรือซาอุฯ เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้อง พันแข้ง พันขาอีกต่อไป อันอาจนำมาสู่การเปลี่ยนแปลงภูมิรัฐศาสตร์ทางการเมือง หรือการเปลี่ยน “ดุลอำนาจ” ทั้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง หรือตลอดไปจนโลกทั้งโลก ได้หรือไม่ อย่างไร อันนี้นี่แหละ...ที่คงต้องคอยติดตามกันต่อไป อย่างชนิดมิอาจกะพริบตาโดยเด็ดขาด...

จำนวนคนโหวต 6 คน
คุณคิดอย่างไรกับการนำเสนอข่าว/บทความนี้
ควรปรับปรุง ดีมาก
  1 2 3 4 5  
1 2 3 4 5
คุณสามารถแสดงความคิดเห็นผ่านบัญชีของเฟซบุกได้แล้ววันนี้ กดที่ปุ่มด้านล่างนี้เลย!

 
หนังสือพิมพ์: ผู้จัดการออนไลน์ | ผู้จัดการรายวัน | ผู้จัดการสุดสัปดาห์ | นิตยสารผู้จัดการ 360° | Positioning | News1
มุม: การเมือง | อาชญากรรม | คุณภาพชีวิต | ภูมิภาค | ภาคใต้ | ต่างประเทศ | มุมจีน | iBiz Channel | เศรษฐกิจ-ธุรกิจ | ตลาดหลักทรัพย์
กองทุนรวม | SMEs | Motoring | CyberBiz | วิทยาศาสตร์ | เกม | กีฬา | บันเทิง | โต๊ะญี่ปุ่น | Celeb Online | ท่องเที่ยว | ธรรมะกับชีวิต
เว็บ: Asia Times | บุรพัฒน์ คอมมิคส์ | Mars Magazine | คุยกับเว็บมาสเตอร์ | Site Map | โฆษณาบนเว็บ | ติดต่อเรา
All site contents copyright ©1999-2017